คำเตือน:

-เอนทรี่นี้เขียนยาวสุดๆเพื่อเป็นที่ระลึกถึงคุณลุงสองคนที่ตลาดปลาสึคิจิที่ผมประทับใจสุดๆ

 อาจมีที่เขียนวกวน ภาพไม่ตรงเนื้อเรื่องบ้าง  สับสนในชีวิตบ้าง  ขออภัยมาณ.ทีนี้ด้วย ;w;

-ภาพบางส่วนหยิบยืมมาจากบล็อก Dunbine สามารถตามไปดูรูปที่ยังมีอีกมากได้เลย

 

พูดตามตรงเดิมทีผมไม่ได้อยากไปตลาดปลาเท่าไหร่นักเพราะคิดว่าเงินคงเหลือไม่พอ นอกจากนั้น ตอนก่อน

เดินทางได้ฟังจากเพื่อนๆที่ไปมาแล้วบ่นให้ฟังว่าสถานที่มันหายาก ไปไม่เจอ เดินไกล และหากจะกินซูชิ ต้อง

แข่งขันกับเวลาหาร้านให้เจอก่อนที่มันจะปิด ทำเอาผมกลัวว่าจะตื่นเช้าไปเสียเที่ยวเปล่าๆไม่ได้กินซูชิอีกต่าง

หาก

 

แต่ในคืนก่อนหน้าวันไปเที่ยวนั้นผมมาลองนึกๆดู..

ออ..หัวหน้าทัวร์ จะไม่ไปตลาดปลาสึคิจิในวันรุ่งขึ้น

เนีย..จะไปตลาดสึคิจิ เอาตัวรอดภาษาญี่ปุ่นได้ แต่ไม่ค่อยกล้าสื่อสาร

ดันไบน์..จะไปตลาดสึคิจิ แต่ดับดิ้นทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษ

 

ผมไม่เคยรู้จักตลาดปลาสึคิจิมาก่อน แต่เท่าที่ฟังคำบอกเล่ามา  ถ้าไปแค่สองคนนั้น พวกเขาอาจจะมีโอกาส

หลงทางอยู่ในดินแดนลึกลับ หรือถูกจับไปเป็นลูกเรือหาปลาได้..

 

แม้อาจจะงูๆปลาๆ แต่ก็นับได้ว่าการไปเที่ยวครั้งนี้ผมเป็นคนที่รู้ภาษาญี่ปุ่นมากที่สุด (รองลงมาก็ออกับเนีย)

ประกอบกับวันก่อนผมคุมงบประมาณประจำวันได้ดีพอจะมีเงินเหลือ เอาวะ!! ไปก็ไป

 

 

- เริ่มช่วงสาระ หากไม่ต้องการอ่านสามารถเลื่อนข้ามไปได้-

 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ตลาดปลาสิคิจิตั้งอยู่ในเขตสึคิจิ จังหวัดโตเกียว  เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจจากชาวต่างชาติ

เป็นอย่างมากแห่งหนึ่ง  (คนญี่ปุ่นทั่วไปไม่ค่อยจะไปเที่ยวกัน  เปรียบเทียบก็คงเหมือนให้คนไทยไปดูแหล่ง

ทอผ้าไหมไทยล่ะมั๊ง) ตลาดปลาฯจะแบ่งออกเป็นสองส่วนคือส่วนในและส่วนนอก ส่วนในจะประกอบไปด้วย

ท่าเรือ พื้นที่ขนส่งสินค้า ห้องเย็น แผงขายส่งอาหารทะเล รวมทั้งสถานที่ประมูลปลา  ในขณะที่ส่วนนอก

ประกอบไปด้วยร้านเครื่องครัว อุปกรณ์ทำอาหาร อาหารทะเลแปรรูป รวมไปถึงร้านอาหารต่างๆ โดยเฉพาะ

อย่างยิ่งร้านซูชิที่ขึ้นชื่อว่าใช้วัตถุดิบสดๆจากตลาดปลา และเนื่องจากปัจจัยเรื่องความสดของสินค้า การซื้อ

ขายหลักๆทั้งหมดจะจบสิ้นในช่วงเช้าเท่านั้น

 

กิจกรรมในแต่ละวัน

17.00น.

อาหารทะเลจากทั่วทุกน่านน้ำญี่ปุ่นและต่างประเทศมารวมกันตัวกันที่ตลาด

 

03.00น.  

ปลาที่ถูกจับมาได้จะถูกตระเตรียมไว้ในพื้นที่ประมูล ผู้ร่วมประมูลที่ลงทะเบียนสามารถตรวจสอบ

คุณภาพของปลาก่อนการประมูลได้ในช่วงนี้

 

05.30น.

เริ่มการประมูล ปลาทูน่าแต่ละตัวจะถูกทยอยขายออกไปอย่างรวดเร็ว

 

06.00

ผู้ที่มีแผงของตัวเองในตลาดส่วนใน หากประมูลปลามาได้แล้วก็จะแล่เนื้อออกเป็นส่วนต่างๆเพื่อวางขาย

รอผู้ซื้อรายย่อยมาซื้อต่อไป

 

07.00น.

ร้านค้าต่างๆจากที่อื่นที่มาซื้อของที่นี่จะขนวัตถุดิบที่ได้มาขึ้นยานพาหนะของตนด้วยรถขนของขนาดเล็ก

และเนื่องจากร้านที่มาซื้อของที่นี่มีจำนวนมาก  จึงทำให้การจราจรในช่วงนี้อันตรายเป็นอย่างยิ่ง

 

13.00 น.

ตลาดที่ไม่มีใครซื้อขายของแล้วจะถูกทำความสะอาดอย่างดีด้วยรถเฉพาะกิจ เพื่อเตรียมรับการซื้อขายปลา

ครั้งต่อไป

 

สิ่งที่ควรระวังในการท่องเที่ยวที่ตลาดปลาสึคิจิ

1.ตลาดปิดในวันอาทิตย์ วันหยุดราชการและวันหยุดตามใจตลาด ตรวจสอบวันปิดทำการได้ที่นี่

http://www.tsukiji-market.or.jp/etc/calendar/2008.htmll

 

2.การประมูลปลาจะคึกคักในช่วง 6.00 น.และจะค่อยๆซาลงจนจบลงในช่วง 07.00-08.00 น. กรุณาทะลวงขี้ตา

ตื่นมาขึ้นรถไฟใต้ดินสายแรกๆของวันเพื่อไปให้ทันเวลา

 

3.ในตลาดจะมีรถขนของไฟฟ้าขนาดเล็กจำนวนมาก  วิ่งไปมาอย่างป่าเถื่อนโดยไม่มีสัญญาณ

ไฟ  นักท่องเที่ยวทุกท่านควรต้องระมัดระวังตัวเองให้ดีด้วย

Photobucket Image Hosting

 

  ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

-จบช่วงสาระ-

 

05.00 เศษๆแหกขี้ตาตื่นเดินไปสถานีขึ้นรถไฟใต้ดินสายโอเอโดะ (都営地下鉄大江戸線) ไปยังปลายทาง

คือสถานีรถไฟสึคิจิชิโจ (築地市場駅) แม้ดูจากแผนที่จะไกลจนน่าเป็นห่วงว่าจะไปดู-ไปกินไม่ทัน แต่เดินทาง

ด้วยรถไฟใต้ดินนั้นเร็วกว่าที่คิด  เพียงไม่นานนักเราก็มาถึงที่หมาย

 

สถานีสมกับที่ได้ชื่อว่าสถานีตลาดสึคิจิ  เพียงลงจากรถก็ได้กลิ่นคาวทะเลมุดลงมาถึงสถานีรถไฟ แต่เมื่อขึ้นมา

ยังทางออกของตลาดปลาฯนี่ รู้สึกเคว้งมาก ไม่มีอะไรบ่งชี้ว่าเป็นตลาดปลาเลยจริงๆ ผมไม่เคยวางแผนว่าจะมา

ที่นี่มาก่อน เลยไม่รู้ว่าจะพาสองคนนั้นไปทางไหน  แต่ในขณะที่งุนงงอยู่นั้นก็จับสังเกตได้อย่างหนึ่ง ว่ามีฝรั่ง

จำนวนไม่น้อยที่เดินทางออกจากสถานีรถไฟขึ้นมาเหมือนกับพวกเรา และเดินจับกลุ่มกันไปยังทิศทางหนึ่ง

เหมือนมีจุดหมายในใจ ใช่แล้ว..คณะทัวร์นั่นเอง!!

 

จริงๆแล้วแถวๆสถานีก็มีแผนที่แสดงที่ตั้งตลาดนะครับ แต่พวกเราเมารถไฟไปหน่อย (ตอแหล) เลยไม่ทันเห็นใน

ตอนแรก)

Photobucket Image Hosting

 

พวกเราเดินทางตามกลุ่มฝรั่งไปไกลพอสมควร  ผ่านดงรถบรรทุกแช่เย็น  ผ่านร้านค้า ผ่านที่จอดรถ  ถ้าไม่ได้

ตามกลุ่มฝรั่งมาก็คงไม่คิดว่ามันจะเป็นตลาดสึคิจิ  ในที่สุดพวกเราก็มาถึงตลาดส่วนใน และได้ชมการประมูลปลา

สมใจ

 

Photobucket Image Hosting Photobucket Image Hosting Photobucket Image Hosting Photobucket Image Hosting  Photobucket Image Hosting Photobucket Image Hosting

ที่นี่บรรยากาศจะคล้ายตลาดสดเมืองไทยเรามาก  เพียงแ่ต่ว่าสินค้าทั้งหมดจะเป็นอาหารทะเล  บางอย่างก็เป็น

สินค้าปรุงแล้วดูน่ากินเช่นปลาไหลย่าง แต่บรรยากาศของพ่อค้าแต่ละคนช่างดูกดดันจนไม่กล้าคุยด้วย  ก็คง

แบบฝรั่งแต่งตัวทัวลิสท์มาเดินตลาดสดไทย แม่ค้าคนไหนก็คงส่งรังสีแบบ "เมิงอย่ามาคุยกัยกูนะ กูมีพระนะ

แสด" ประมาณนั้นล่ะครับ

Photobucket Image Hosting Photobucket Image Hosting Photobucket Image Hosting Photobucket Image Hosting Photobucket Image Hosting Photobucket Image Hosting Photobucket Image Hosting Photobucket Image Hosting Photobucket Image Hosting Photobucket Image Hosting Photobucket Image Hosting

 

อาหารทะเลมีมากมาย แต่สิ่งที่ช็อคผมมากที่สุดคือพวกหอยครับ  ดูจากภายนอกมันก็คล้ายหอยแมลงภู่

หอยเชลล์ที่พวกเราๆเคยกินกันที่ไทยแหละ แต่ดูขนาดมันสิ!! คนละเรื่องกันเลย

 

Photobucket Image Hosting

 

พวกเราดูประมูลปลาทูน่าแล้วก็ชักจะหิวข้าว ในตอนนี้ดันไบน์ประกาศว่าเขามาถึงที่นี่แล้วเขาต้องกิน

"โอโทโร่" ให้ได้  พวกเราก็ชักอยากกินด้วยจึงออกตามหาร้านซูชิโดยเดินออกมาที่ถนนใหญ่ด้านข้างตลาด 

แล้วก็ได้เจอกับร้านดังกล่าว

( โอโทโร่คือ 1 ในยอดซูชิทำจากชิ้นเนื้อส่วนท้องของปลาทูน่าที่มีขนาดใหญ่พอ

ชิ้นเนื้อนั้นจะเต็มไปด้วยไขมันแสนอร่อยจากปลาทะเล )

 

Photobucket Image Hosting

 

พวกเราตัดสินกันว่าร้านนั้นน่าจะเป็นร้าน"ฟันฝรั่ง" ครับ  ..อาจจะดูหัวสูงไปบ้าง  แต่พวกเราๆที่เสพสื่อมีเดีย

ญี่ปุ่นมากันบ้างก็น่าจะรู้สึกเห็นด้วยตามเหตุผลข้างล่างนี้ไม่มากก็น้อย

 

1.คนญี่ปุ่นชื่นชอบความสดของวัตถุดิบมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องซูชิ อย่างน้อยมันจึงควรมีคนญี่ปุ่น

ท้องถิ่นมานั่งกินซูชิอันแสนสดแถวนี้บ้าง ร้านซูชิในบริเวณตลาดปลาที่ไม่มีคนญี่ปุ่นนั่งอยู่เลย (มีแต่ฝรั่งนั่งอยู่

คู่หนึ่ง) ช่างชวนให้นึกเอะใจ

 

2.ผมแอบดูราคาซูชิหน้าที่ผมสนใจมาตั้งแต่ในเมือง ซูชิร้านนี้แพงกว่า ไม่เว้นแม้กระทั่งซูชิหน้าไข่หวาน..

 

3.จากการดูพวกทีวีแชมเปี้ยนและอ่านพบในการ์ตูนต่างๆ  ร้านซูชิท้องถิ่นเก๋าๆจะเน้นเอกลักษณ์และความ

เป็นกันเองกับลูกค้า ที่นั่งมีเท่าที่จำเป็นเอาแค่บาร์นั่งหน้าเถ้าแก่ก็พอ ไม่ใช่ร้านอาหารแบบครอบครัวที่มีโต๊ะเดี่ยว

เต็มไปหมด

 

4.ถึงมันอาจจะเป็นร้านเดียวที่พวกเราพบหรือนั่นอาจเป็นราคาปกติแล้ว แต่พวกกูจนว่ะ!! จ่ายไม่ไหวโว้ย!!

 

แย้งได้ครับว่าร้านซูชิที่ยอดเยี่ยมที่คุณๆเคยพบเห็นมาอาจจะมีลักษณะเหล่านั้นอยู่บ้าง  พวกเราเองก็เป็นแค่

ทัวลิสท์มือใหม่ไม่รู้อะไรมากนักหรอกครับ  แต่เอาเป็นว่าในตอนนั้นพวกเรา 3 คนต้องการหาร้านซูชิในฝันที่ไม่มี

คุณสมบัติตามข้างต้นก็แล้วกัน

 

แต่ทว่าหัวสูงจนได้เรื่อง.. พวกเราเดิ